เกี่ยวกับสถาบัน
    ศพจ.ในเครือข่าย
    ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
    พรบ.ส่งเสริมฯ 2545
    หน่วยงานราชการในจังหวัด
    ลิงค์หนังสือพิมพ์

ไทยรัฐ


เดลินิวส์


คมชัดลึก


ข่าวสด


มติชน

    ลิงค์อื่นๆ

ไกด์อุบล

    ใบสมัครทดสอบมาตรฐานฯ
    เข้าระบบ
ชื่อผู้ใช้
รหัสผ่าน
    การแสดงผลเว็บไซต์
เว็บไซต์แสดงผลได้ดีที่
หน้าจอ 1024 x 768 pixel
และแสดงผลได้ดีที่ Web Broswer
Mozillar Firefox Version 19.0



    Tag
สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงงาน, พัฒนาฝีมือแรงงาน, ฝึกอาชีพ, อุบล, สพภ., สพภ อบ., แรงงาน, พัฒนาฝีมือ, ฝีมือแรงงาน, อุบลราชธานี, ภาค 7, ภาค7, ฝีมือแรงงานภาค 7, สถาบัน, ฝีมือแรงงาน, ฝีมือแรงงานอุบล, ฝึกฝีมือ, อบรม, ubisd, skill, skill development, institute, ubisd, ubon, intsitute, development, region 7, region, ubonratchathani
เรียนรู้สู่ ASEAN

สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of Southeast Asian Nations)


คำขวัญ

"One Vision, One Identity, One Community"
(หนึ่งวิสัยทัศน์ หนึ่งเอกลักษณ์ หนึ่งประชาคม)


 

สัญลักษณ์อาเซียน
สัญลักษณ์อาเซียน คือ ต้นข้าวสีเหลือง 10 ต้นมัดรวมกันไว้ หมายถึง ประเทศสมาชิกรวมกันเพื่อมิตรภาพและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

สีน้ำเงิน หมายถึง สันติภาพและความมั่นคง
สีแดง หมายถึง ความกล้าหาญและความก้าวหน้า
สีขาว หมายถึง ความบริสุทธิ์ และ
สีเหลือง หมายถึง ความเจริญรุ่งเรือง

สำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEAN Secretariat) ตั้งอยู่ที่ กรุงจากาตาร์
เลขาธิการ : ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ (เริ่มดำรงตำเเหน่งเมื่อปี พ.ศ. 2551)
ปฏิญญากรุงเทพ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2510
กฎบัตรอาเซียน 16 ธันวาคม พ.ศ. 2551
ภาษาราชการ ภาษาอังกฤษ



ความเป็นมาของอาเซียน

วัตถุประสงค์ของอาเซียน

โครงสร้างของอาเซียน

แผนปฎิบัติการอาเซียน

ผลงานของอาเซียน

ปัจจุบันและทิศทางในอนาคต

ความสัมพันธ์ไทยกับอาเซียน

ข่าวเกี่ยวกับอาเซียน


เกร็ดความรู้สู่อาเซียน


ความเป็นมาของอาเซียน

ประชาคมอาเซียนประกอบด้วยความร่วมมือ 3 เสาหลัก คือ
ประชาคมความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Security Community – ASC)
ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community – AEC)
ประชาคมสังคมและวัฒนธรรม (ASEAN Socio-Cultural Community - ASCC)
 


 

อาเซียนหรือสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Assciation of Southeast Asian Nations หรือ ASEAN) ก่อตั้งขึ้นโดยปฏิญญากรุงเทพ(The Bangkok Declaration ) เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2510 โดยมีสมาชิกผู้ก่อตั้ง 5 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก-เฉียงใต้ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ได้ลงนามใน “ปฏิญญากรุงเทพฯ” (Bangkok Declaration) เพื่อจัดตั้งสมาคมความร่วมมือกันในการเพิ่มอัตราการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจ การพัฒนาสังคม การพัฒนาวัฒนธรรมในกลุ่มประเทศสมาชิก และการธำรงรักษาสันติภาพและความมั่นคง ในพื้นที่และเป็นการเปิดโอกาสให้คลายข้อพิพาทระหว่างประเทศสมาชิกอย่างสันติ ของระดับภูมิภาคของประเทศต่างๆ ในเอเชีย ในเวลาต่อมาได้มี บูรไนดารุสซาราม (เข้าเป็นสมาชิกตั้งแต่ 8 มกราคม 2527)สาธารณรัฐสังคมคมนิยมเวียดนาม (เข้าเป็นสมาชิกตั้งแต่ 28 กรกฎาคม 2538) สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (เข้าเป็นสมาชิกตั้งแต่ 23 กรกฎาคม 2540) สหภาพพม่า (เข้าเป็นสมาชิกตั้งแต่ 23 กรกฎาคม 2540) ราชอาณาจักรกัมพูชา (เข้าเป็นสมาชิกตั้งแต่ 30 เมษายน 2542) ตามลำดับทำให้อาเซียนมีสมาชิกครบ 10 ประเทศ
 


 

การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน

ครั้งที่
วันที่
ประเทศเจ้าภาพ
สถานที่จัดตั้งการประชุม
ครั้งที่ 1
23-24 กุมภาพันธ์ 2519
ประเทศอินโดนีเซีย
บาหลี
ครั้งที่ 2
4-5 สิงหาคม 2520
ประเทศมาเลเซีย
กัวลาลัมเปอร์
ครั้งที่ 3
14-15 ธันวาคม 2530
ประเทศฟิลิปปินส์
มะนิลา
ครั้งที่ 4
27-29 มกราคม 2535
ประเทศสิงคโปร์
สิงคโปร์
ครั้งที่ 5
14-15 ธันวาคม 2538
ประเทศไทย
กรุงเทพมหานคร
ครั้งที่ 6
15-16 ธันวาคม 2541
ประเทศเวียดนาม
ฮานอย
ครั้งที่ 7
5-6 พฤศจิกายน 2544
ประเทศบูรไนดารุสซาราม
บันดาร์เสรีเบกาวัน
ครั้งที่ 8
4-5 พฤศจิกายน 2545
ประเทศกัมพูชา
พนมเปญ
ครั้งที่ 9
7-8 ตุลาคม 2546
ประเทศอินโดนีเซีย
บาหลี
ครั้งที่ 10
29-30 พฤศจิกายน 2547
ประเทศลาว
เวียงจันทน์
ครั้งที่ 11
12?14 ธันวาคม 2548
ประเทศมาเลเซีย
กัวลาลัมเปอร์
ครั้งที่ 12
11?14 มกราคม 25501
ประเทศฟิลิปปินส์
เซบู
ครั้งที่ 13
18?22 พฤศจิกายน 2550
ประเทศสิงคโปร์
สิงคโปร์
ครั้งที่ 14
27 กุมภาพันธ์ - 1 มีนาคม 2552
10-11 เมษายน 2552
ประเทศไทย
ชะอำ, หัวหิน
พัทยา
ครั้งที่ 15
23-25 ตุลาคม 2552
ประเทศไทย
ชะอำ, หัวหิน
ครั้งที่ 16
8-9 เมษายน 2553
ประเทศเวียดนาม
ฮานอย



วัตถุประสงค์หลัก

ปฏิญญากรุงเทพฯ ได้ระบุวัตถุประสงค์สำคัญ 7 ประการของการจัดตั้งอาเซียน ได้แก่
1. ส่งเสริมความร่วมมือและความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และการบริหาร
2. ส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงส่วนภูมิภาค
3. เสริมสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจพัฒนาการทางวัฒนธรรมในภูมิภาค
4. ส่งเสริมให้ประชาชนในอาเซียนมีความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดี
5. ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในรูปของการฝึกอบรมและการวิจัย และส่งเสริมการศึกษาด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
6. เพิ่มประสิทธิภาพของการเกษตรและอุตสาหกรรม การขยายการค้า ตลอดจนการปรับปรุงการขนส่งและการคมนาคม
7. เสริมสร้างความร่วมมืออาเซียนกับประเทศภายนอก องค์การ ความร่วมมือแห่งภูมิภาคอื่นๆ และองค์การระหว่างประเทศ

ตลอดระยะเวลา กว่า 40ปีที่มีการก่อตั้งอาเซียน ถือว่าได้ประสบความสำเร็จจนเป็นที่ยอมรับจากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมืองเเละความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาด้านสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งประเทศไทยได้รับ ประโยชน์อย่างมากจากความร่วมือต่างๆของอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์จากการที่ภูมิภาค เป็นเสถียรภาพและสันติภาพ อันเป็นผลจากกรอบความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ความร่วมือด้านสังคมและ วัฒนธรรม ซึ่งถ้าหากไม่มีความร่วมมือเหล่านี้แล้ว คงเป็นการยากที่จะพัฒนาประเทศได้โดยลำพัง

หลักการพื้นฐานของความร่วมมืออาเซียน
ประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ได้ยอมรับในการปฏิบัติตามหลักการพื้นฐาน ในการดำเนินงานในเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างกัน อันปรากฏอยู่ในกฎบัตรอาเซียนซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของอาเซียน ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อกลางเดือนธันวาคม 2551 และสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia หรือ TAC) ซึ่งประกอบด้วย
- การเคารพซึ่งกันและกันในเอกราช อธิปไตย ความเท่าเทียม บูรณาการแห่งดินแดนและเอกลักษณ์ประจำชาติของทุกชาติ
- สิทธิของทุกรัฐในการดำรงอยู่โดยปราศจากจากการแทรกแซง การโค่นล้มอธิปไตยหรือการบีบบังคับจากภายนอก
- หลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน
- ระงับความแตกต่างหรือข้อพิพาทโดยสันติวิธี
- การไม่ใช้การขู่บังคับ หรือการใช้กำลัง
- ความร่วมมืออย่างมีประสิทธิภาพระหว่างประเทศสมาชิก

นอกจากหลักการข้างต้นแล้ว ตั้งแต่อดีตจนถึงช่วงก่อนที่กฎบัตรอาเซียนมีผลบังคับใช้ อาเซียนยึดถือหลักการฉันทามติเป็นพื้นฐานของกระบวนการตัดสินใจและกำหนด นโยบาย มาโดยตลอด หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การที่อาเซียนจะตกลงกันดำเนินการใดๆ ประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งหมดทั้งสิบประเทศ จะต้องเห็นชอบกับข้อตกลงนั้นๆ ก่อน

การที่อาเซียนยึดมั่นในหลัก ‘ฉันทามติ” และ “การไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน’ หรือที่ผู้สังเกตการณ์อาเซียนเรียกว่า ‘วิถีทางของอาเซียน’ (ASEAN’s Way)ในทางหนึ่งนั้น ก็ถือเป็นผลดีเพราะเป็นปัจจัย ที่ทำให้ประเทศสมาชิกอาเซียนซึ่งมีความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก ในเรื่องระบบการเมือง วัฒนธรรมและฐานะทางเศรษฐกิจ มีความ ‘สะดวกใจ’ ในการเข้าร่วมเป็นสมาชิก และดำเนินความร่วมมือในกรอบอาเซียน แต่ในอีกทางหนึ่ง“ฉันทามติและ “การไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน”ก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ในหลาย โอกาสว่า เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้กระบวน การรวมตัวกันของอาเซียนเป็นไปอย่างล่าช้า รวมถึงทำให้อาเซียนขาดความน่าเชื่อถือ เนื่องจากถูกมองว่ากลไกที่มีอยู่ ของอาเซียน ล้มเหลว ในการจัดการกับปัญหา ของอาเซียนเองที่เกิดขึ้นในประเทศสมาชิกใดประเทศสมาชิกหนึ่งได้ อย่างไรก็ดี การยึดถือฉันทามติในกระบวนการตัดสินใจ ของอาเซียน ได้เริ่มมี ความยืดหยุ่นมากขึ้นหลังจากที่กฎบัตรอาเซียน มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2551 เนื่องจาก กฎบัตรอาเซียนได้เปิดช่องให้ผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน พิจารณาหาข้อยุติในเรื่องที่ประเทศสมาชิกไม่มีฉันทามติได้

โครงสร้างของอาเซียน

โครงสร้างของอาเซียนจะประกอบด้วยส่วนสำคัญ ดังนี้
สำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEAN Secretariat)
สำนักเลขาธิการอาเซียนได้จัดตั้งขึ้นตามข้อตกลงที่ลงนามโดยรัฐมนตรีต่าง ประเทศอาเซียน ในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 1 ในปี 2519 เพื่อทำหน้าที่ประสานงานและดำเนินงาน ตามโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ของสมาคมอาเซียน และเป็นศูนย์กลางในการติดต่อระหว่างสมาคมอาเซียน คณะกรรมการ ตลอดจนสถาบันต่าง ๆ และรัฐบาลของประเทศสมาชิก สำนักเลขาธิการอาเซียนตั้งอยู่ที่กรุงจาการ์ตาประเทศอินโดนีเซียโดยมีหัว หน้าสำนักงานเรียกว่า “เลขาธิการอาเซียน” ซึ่งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2545 ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 35 ได้แต่งตั้งนาย Ong Keng Yong” ชาวสิงคโปร์ เป็นเลขาธิการอาเซียนคนใหม่แทนนาย Rodolfo C. Severino Jr. เลขาธิการอาเซียนคนปัจจุบัน โดยจะมีวาระในการดำรงตำแหน่ง 5 ปี (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2546) และมีรองเลขาธิการอาเซียนจำนวน 2 คน (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งโดยชาว มาเลเซียและเวียดนาม)
สำนักงานอาเซียนแห่งชาติ หรือกรมอาเซียน (ASEAN National Secretariat)
เป็นหน่วยงานในกระทรวงการต่างประเทศของประเทศสมาชิก ซึ่งแต่ละประเทศได้จัดตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบ ประสานงานเกี่ยวกับอาเซียนในประเทศนั้น ๆ และติดตามผลของการดำเนินกิจกรรม/ความร่วมมือต่าง ๆ สำหรับประเทศไทยนั้น ได้มีการจัดตั้งกรมอาเซียนให้มีหน้าที่รับผิดชอบในการปฏิบัติงานด้านอาเซียน ดังกล่าว

กฏบัตรอาเซียน
เป็นร่างสนธิสัญญาที่ทำร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิกในสมาคมประชาชาติแห่ง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเป็นเครื่องมือ ในการวางกรอบทางกฎหมายและโครงสร้างองค์กรของสมาคม ทั้งนี้เพกฎบัตรอาเซียน เป็นร่างสนธิสัญญา ที่ทำร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิกในสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้ เพื่อเป็นเครื่องมือในการวาง กรอบทาง กฎหมายและโครงสร้างองค์กรของสมาคม ทั้งนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของอาเซียน ในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ และเป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขับเคลื่อนการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน ภายในปี พ.ศ. 2558 ตามที่ผู้นำอาเซียน ได้ตกลงกันไว้ตามกำหนดการ จะมีการจัดทำร่างกฎบัตรอาเซียนให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2550 เพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพของอาเซียนในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขับเคลื่อนการรวมตัว เป็นประชาคมอาเซียน ภายในปี พ.ศ. 2558 ตามที่ผู้นำอาเซียนได้ตกลงกันไว้ตามกำหนดการ จะมีการจัดทำร่าง กฎบัตรอาเซียนให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2550

แผนปฏิบัติการของอาเซียน

กิจกรรมของอาเซียนยุคหลังสงครามเย็นได้ลดทอนความสนใจด้านการเมืองและความ มั่นคง ในแผน ปฏิบัติการฮานอย ปี 2541 หลังจากการประกาศ “วิสัยอาเซียน 2020” เป็นการรองรับเขตการเสรีอาเซียน และแยกการหารือด้าน การเมือง และความมั่นคงในภูมิภาคเป็นอีกเวที หลังจากปฏิญญาบาหลี ปี 2545 ที่ให้สร้างประชาอาเซียนที่ ประกอบด้วย 3 เสาหลัก คือ ความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ และความร่วมมือ ด้านสังคมวัฒนธรรม จึงได้บรรจุประเด็นด้านการเมือง และความมั่นคงกลับเข้ามาในแผนปฏิบัติการเวียงจันทร์ ปี 2547

ประชาคมที่ยึดถือคุณค่าและบรรทัดฐานร่วมกันบนพื้นฐานของกฏกติกา ความร่วมมือในการพัฒนาทางการเมืองของอาเซียนมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบอบประชาธิปไตย เพิ่มธรรมาภิบาลและหลักนิติธรรม

1. ความร่วมมือในการพัฒนาการเมือง
1.1 ส่งเสริมความเข้าใจและการให้คุณค่าแก่ระบบการเมือง วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของรัฐภาคีอาเซียน
1.2 วางพื้นฐานสำหรับกรอบเชิงสถาบันเพื่อเอื้ออำนวยให้เกิดการไหลเวียนข้อมูลอย่างเสรีเพื่อการสนับสนุนและช่วยเหลือ ซึ่งกันและกัน ในระหว่างรัฐภาคีอาเซียน
1.3 ริเริ่มโครงการสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในระหว่างรัฐภาคีของอาเซียนในการพัฒนายุทธศาสตร์ เพื่อเสริมสร้าง ความเข้มแข็งของหลักนิติธรรม ระบบตุลาการและโครงสร้างพื้นฐานของกฎหมาย การบริการ สาธารณะที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และธรรมาภิบาลในภาครัฐและเอกชน
1.4 ส่งเสริมและการป้องกันสิทธิมนุษยชนและพันธกรณี
1.5 เพิ่มการมีส่วนร่วมของฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องกับอาเซียนในการผลักดันให้มีการริเริ่มเรื่องการพัฒนาทางการเมืองของอาเซียน
1.6 การป้องกันและการต่อต้านการคอรัปชั่น
1.7 ส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค
2. การพัฒนาและแบ่งปันบรรทัดฐาน
2.1 ปรับกรอบเชิงสถาบันของอาเซียนเพื่อให้สอดคล้องกับกฎบัตรอาเซียน
2.2 ส่งเสริมให้รัฐที่ไม่ได้เป็นสมาชิกอาเซียนเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญาสัมพันธไมตรีและ ความร่วมมือในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
2.3 สร้างหลักประกันว่าจะมีการดำเนินการตามปฏิญญาว่าการปฏิบัติของฝ่ายต่างๆ อย่างเต็มที่เพื่อสร้าง หลักประกันสันติภาพ และเสถียรภาพในทะเลจีนใต้
2.4 สร้างหลักประกันว่าจะมีการดำเนินการตามสนธิสัญญาว่าด้วยเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ของเอเซีย ตะวันออกเฉียงใต้และ แผนปฏิบัติการของสนธิสัญญานี้
2.5 ส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเลอาเซียน

ภูมิภาคที่เป็นปึกแผ่น มีสันติภาพและสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ รวมทั้ง มีความรับผิดชอบ ร่วมกันเพื่อความมั่นคงในทุกด้าน
ในการสร้างประชาคมที่มีความมั่นคงทางการเมืองที่มีสันติภาพ เป็นปึกแผ่นและสามารถรับมือกับ สถานการณ์ต่างๆ นอกเหนือจากความมั่นคงตามแบบจารีต
1. มาตรการป้องกันความขัดแย้ง/การสร้างความเชื่อมั่น
1.1 ส่งเสริมความเข้มแข็งของมาตรการสร้างความเชื่อมั่นโดยใช้โอกาสในการแลกเปลี่ยนและ ปฏิสัมพันธ์กันระหว่างเจ้าหน้าที่ ฝ่ายทหารและระหว่างเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารกับบุคลากร พลเรือนที่มีเพิ่มขึ้น
1.2 สนับสนุนให้มีความโปร่งใสและความเข้าใจอย่างชัดเจนในนโยบายด้านการป้องกันประเทศ และความตระหนัก ในเรื่องความมั่นคง
1.3 จัดตั้งกรอบของสถาบันที่มีความจำเป็นต่อการสร้างความเข้มแข็งของกระบวนการของการ ประชุมภูมิภาค เพื่อสนับสนุน ประชาคมการเมืองและความมั่นคงของอาเซียน (ASEAN Political Security Commission: APSC)
2. การตกลงแปซิฟิกในกรณีความขัดแย้ง
2.1 การเสริมสร้างการตกลงแปซิฟิกในกรณีความขัดแย้งบนรูปแบบที่มีอยู่แล้วและพิจารณา การสร้างความเข้มแข็ง ด้วยการเพิ่ม กลไกที่จำเป็น
2.2 จัดทำการศึกษาวิจัยและการแลกเปลี่ยนของศูนย์ต่างๆของอาเซียนที่มีการปฏิบัติงานที่มี ประสิทธิภาพด้านการจัดการ ในกรณีเกิดความขัดแย้ง การแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และ การทำให้เกิดสันติภาพ
2.3 การพัฒนาความร่วมมือในภูมิภาคเพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคง
2.4 การพัฒนาให้มีการริเริ่มสนับสนุนการดำเนินงาน
3. การสร้างสันติภาพภายหลังเกิดความขัดแย้ง
3.1 เสริมสร้างความเข้มแข็งในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของอาเซียน
3.2 การดำเนินงานพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และโครงการสร้างขีดความสามารถให้กับประชาชน ในพื้นที่ภายใต้การฟื้นฟู และการก่อสร้างภายหลังจากที่เกิดความขัดแย้ง
3.3 การเพิ่มความร่วมมือในด้านความสมานฉันท์
4. ความมั่นคงในรูปแบบที่ไม่ยึดถือตามประเพณี
(อาชญากรรมข้ามชาติ – การก่อการร้าย, การค้ามนุษย์, การลักลอบค้ายาเสพติด, โจรสลัด, การลักลอบค้าอาวุธสงคราม, อาชญากรรมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และอาชญากรรมคอมพิวเตอร์)
4.1 การเสริมสร้างความเข้มแข็งในการร่วมมือในเรื่องความมั่นคงที่ไม่ได้ยึดถือตามประเพณี การต่อสู้กับอาชญากรข้ามชาติ และปัญหาเรื่องเขตแดนอื่นๆ
4.2 การเพิ่มความพยายามในการต่อต้านการก่อการร้ายโดยการให้สัตยาบันในเบื้องต้นและการดำเนินงาน อย่างเต็มที่ของอนุสัญญาว่าด้วยเรื่องการต่อต้านการก่อการร้าย (ASEAN Convention on Counter-Terrorism)

การเคลื่อนไหวและการมองออกไปนอกภูมิภาคในยุคโลกภิวัฒน์
1. การเสริมสร้างความเข้มแข็งต่อความเป็นกลางของอาเซียนในโครงสร้างของภูมิภาค
2. การสนับสนุนด้านการเพิ่มความสัมพันธ์กับประเทศพันธมิตรนอกอาเซียน
3. ความร่วมมือว่าด้วยประเด็นที่น่ากังวลในโลก

ผลงานของอาเซียน

จากความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกของอาเซียน ตั้งแต่เริ่มมีการก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน อาเซียนได้ ปฏิบัติงาน ตามโครงการ เพื่อสนองวัตถุประสงค์ โดยจัดให้มีโครงการดำเนินการผลิตสินค้าทาง อุตสาหกรรมเพื่อจำหน่าย ซึ่งแบ่งการรับผิด ชอบออก เป็นประเทศ เช่น การผลิตปุ๋ยยูเรียเป็นโครงการ ของ ประเทศอินโดนีเซีย และมาเลเซีย การผลิตเวชภัณฑ์เป็นโครงการของ ประเทศสิงคโปร์ เป็นต้น
มีการจัดตั้งหน่วยงานสำรองข้าวยามฉุกเฉินในประเทศสมาชิก เพื่อเตรียมรับภัยพิบัติที่อาจเกิดจาก ธรรมชาติ เช่น อุทกภัย ภัยแล้ง เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีโครงการความร่วมมือทางด้านสังคม เช่น ด้านความร่วมมือของสตรี อาเซียนได้จัดตั้งโครงการ สตรีอาเซียนขึ้น เพื่อให้สตรีอาเซียนได้มีโอกาส พบปะแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นต่างๆ เกี่ยวกับบทบาทของสตรีต่อการพัฒนาสังคม สาธารณสุข และโภชนาการ เพื่อเสริมสร้างพลานามัย และให้ความ รู้ด้านต่างๆ เกี่ยวกับเยาวชน เพื่อส่งเสริม และพัฒนา ความร่วมมือระหว่างเยาวชนของประเทศสมาชิก โดยจัดทำโครงการต่างๆ เช่น โครงการมหกรรมเยาวชนอาเเซียน โครงการมิตรภาพ โครงการเรือเยาวชนอาเซียน เป็นต้น
อาเซียนได้จัดความร่วมมือในด้านวัฒนธรรมและสนเทศ เพื่อรักษามรดกทางวัฒนธรรม และ ขนบธรรมเนียม ประเพณีเก่าๆ ไว้หลายโครงการ เช่น ด้านภาพยนตร์ จัดให้มีงานมหกรรม ภาพยนตร์ประจำปีอาเซียน ด้านดนตรี มีการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ทางดนตรีสำหรับเยาวชน อาเซียน ด้านศิลปะการแสดงมีการแลกเปลี่ยนนักแสดง และการแสดงวัฒนธรรมของประเทศ สมาชิก ตามโครงการแลกเปลี่ยนศิลปิน จัดเป็นงานมหากรรมนาฏศิลป์อาเซียน และงานมหกรรม ดนตรีอาเซียน ด้านการต่อต้านยาเสพติด โดยการลงนามในปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยหลักในการ ต่อต้านการใช้ยาเสพติด

ปัจจุบันและทิศทางในอนาคต

นับตั้งแต่การก่อตั้ง ASEAN เมื่อปี 2510 จนถึงปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่าอาเซียนประสบความสำเร็จใน การบรรลุถึง เป้าหมายสำคัญๆ และเจตนารมย์ที่กำหนดไว้ในปฏิญญากรุงเทพฯ อย่างน่าพอใจ ทั้งใน ด้านการเมืองและความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคมและด้านการพัฒนาความสัมพันธ์กับโลก ภายนอก ความสำเร็จประการหนึ่งน่าจะได้แก่การดำเนินการเพื่อให้ทุกประเทศในเอเชีย ตะวันออก เฉียงใต้ หันหน้าเข้าหากัน และร่วมมือกัน มากขึ้นในฐานะประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งการรวมตัวกัน ของประเทศ ใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้กรอบ ความร่วมมือ อาเซียนกำลังพัฒนาเป็นรูปเป็น ร่างอย่างต่อเนื่อง ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม อาเซียนในวัย 33 ปี กำลังประสบกับเงื่อนไขใหม่ๆ หลายประการทั้งจากปัจจัย ภายใน และภายนอกภูมิภาคซึ่งท้าทายกระบวนการ รวมตัวและความเป็น ปึกแผ่นของ ประเทศสมาชิก และบั่นทอนความน่าเชื่อถือและบทบาทขององค์กรอาเซียนด้วย จึงมีความ จำเป็นที่ประเทศสมาชิกจะต้อง มีความตื่นตัวและให้ความสนใจในการร่วมกันแสวงหาแนวทางในการ เผชิญกับสิ่งท้าทายต่างๆเหล่านี้ต่อไป

ความมั่นคงทางการเมืองในภูมิภาค ภายหลังจากสงครามเย็นยุติลง และการแก้ไขปัญหากัมพูชา สถานการณ์ความมั่นคงทาง การเมืองใน ภูมิภาคโดย ส่วนรวม เริ่มดีขึ้นและยังคงมีแนวโน้มในทางบวกต่อไป โดยประเทศในอินโดจีนได้ เข้าร่วมเป็นสมาชิกอาเซียนครบ ทุกประเทศแล้ว โดยกัมพูชาเข้าร่วมเป็นประเทศสมาชิกลำดับที่ 10 เมื่อปี 2542 ส่วนสถานการณ์ในติมอร์ตะวันออก กำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นขณะเดียวกัน อาเซียนได้ผลักดันการจัดทำเอกสารแนวทางปฏิบัติระดับภูมิภาคในทะเล จีนใต้ (Regional Code of Conduct on the South China Sea) ระหว่างอาเซียนกับจีนซึ่งจะช่วย สร้างความ ไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างฝ่ายที่เกี่ยวข้องรวมทั้งสร้างความมั่นใจให้แก่ ่ประเทศนอก ภูมิภาค นอกจากนั้น อาเซียนยังคง ให้ความสนใจต่อสถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลี โดยล่าสุด ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการฯ ได้เชิญรมว.กต. เกาหลีเหนือมา เยือนไทยในช่วงการประชุม AMM ครั้งที่ 33 ในเดือน กรกฎาคม 2543 เพื่อจักได้มีโอกาส สัมผัสกับบรรยากาศ ของการประชุมและกระบวนการ ร่วมมือระดับภูมิภาค และมีโอกาสได้พบปะกับประเทศอื่นรวมทั้งประเทศที่มีบทบาท เกี่ยวข้องกับ ปัญหาในคาบสมุทรเกาหลีด้วย ทั้งนี้ อาเซียนยังคงมีบทบาทนำในการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือทางการเมือง และความมั่นในเอเชีย-แปซิฟิก (ARF) โดยมุ่งหวังที่จะพัฒนาให้เป็นกลไก ในการสร้างเสถียรภาพ ความไว้เนื้อเชื่อใจ และป้องกันมิให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง ในภูมิภาค ทั้งนี้ ยังได้ดำเนินการเพื่อส่งเสริมให้สนธิ สัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (TAC) เป็นหลักในการดำเนินความสัมพันธ์ในภูมิภาค อีกทั้งได้พยายามเร่งการปฏิบัติตามสนธิสัญญา เขตปลอดอาวุธ นิวเคลียร ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEANWFZ) และโน้มน้าวให้ประเทศที่มี อาวุธนิวเคลียร ์ เข้าร่วมใน สนธิสัญญาดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคยังคงมีความแปรปรวนสืบเนื่องจากปัญหาในทะเลจีน ใต้ ความขัดแย้ง ในคาบสมุทรเกาหลี ความตึงเครียดระหว่างจีน-ไต้หวัน ตลอดจนปัญหาภายในของบาง ประเทศ ในอาเซียน โดยเฉพาะ อย่างยิ่งพม่าและอินโดนีเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของภูมิภาค ในขณะเดียวกัน อาเซียนยังต้องเผชิญกับสิ่งท้าทายใหม่ๆ อาทิ ปัญหาข้ามชาติซึ่งทวีความ รุนแรง มากยิ่งขึ้นและต้องอาศัยความ ร่วมมือ อย่างเป็นรูปธรรมในระดับภูมิภาค เพื่อแก้ไขปัญหา

ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจในอาเซียน
ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจของอาเซียนเริ่มมีเป้าหมายชัดเจนที่จะนำไปสู่การรวม ตัวทางเศรษฐกิจ ของประเทศ ในภูมิภาค นับตั้งแต่การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 4 ณ สิงคโปร์ เมื่อปี 2535 มีดำริจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA)
นับแต่นั้นมากิจกรรมของอาเซียนได้ขยายครอบคลุมไปสู่ทุกสาขาหลัก ทางเศรษฐกิจ รวมทั้งในด้าน การค้า สินค้าและบริการ การลงทุน มาตรฐานอุตสาหกรรมและการเกษตร ทรัพย์สิน ทางปัญญา การขนส่ง พลังงาน และการเงิน การคลัง เป็นต้น โดยมีการกำหนดทิศทางโครงร่างและ แผนงานความร่วมมือ ตลอดจนระยะเวลาบรรลุผลที่ชัดเจน ภายใต้วิสัยทัศน์อาเซียน ค.ศ. 2020 และแผนปฏิบัติ การฮานอย (Hanoi Plan of Action) ซึ่งกำหนดเป้าหมายที่จะให อาเซียนเป็นเขต เศรษฐกิจ ที่มีการไหลเวียนของสินค้า การบริการ และการลงทุนอย่าง เสรี พัฒนาการที่สำคัญๆ มีดังนี้

ภายใต้ AFTA มีการร่นระยะเวลาการลดภาษีศุลกากรของ 6 ประเทศสมาชิกดั้งเดิม สำหรับสินค้า อุตสาหกรรม ให้เหลืออัตรา 0-5% ภายในปี ค.ศ. 2002 และ 0% ภายในปี ค.ศ. 2010 และสำหรับ สินค้าเกษตรให้เหลือ 0-5% ภายในปี ค.ศ. 2010

มีการเจรจาเปิดเสรีด้านการค้าบริการใน 7 สาขา (การขนส่งทางทะเล การขนส่งทางอากาศ การเงิน การคลัง วิชาชีพธุรกิจ การก่อสร้าง โทรคมนาคม และการท่องเที่ยว)เพื่อให้ประเทศสมาชิกเปิดเสรี ด้านการบริการ มากกว่าที่ผูกพันไว้ในกรอบ WTO ขณะนี้ อาเซียนได้เริ่มเจรจารอบใหม่โดยมี เป้าหมายให้การเปิดเสรี ครอบคลุมทุกสาขาการบริการ (รวม 12 สาขา) ภายในปี ค.ศ. 2020

มีการร่นเวลาการจัดตั้งเขตการลงทุนอาเซียน (AIA) จากเดิมปี ค.ศ. 2010 เป็นปี ค.ศ. 2003 ซึ่งมี จุดประสงค์เพื่อ จัดตั้งเขตการลงทุนอาเซียนที่มีความได้เปรียบและดึงดูดการลงทุนจากภายในและ ภายนอกภูมิภาค โดยครอบคลุมการ ลงทุนโดยตรงทั้งหมดยกเว้นการลงทุนด้านหลักทรัพย์ ทั้งนี้ประเทศ สมาชิกอาเซียนจะต้องเปิดอุตสาหกรรม (Market Access) ในทุกสาขาที่ไม่มีการขอยกเว้นไว้ และให้การปฏิบัติเยี่ยงคนชาติ (National Treatment) แก่นักลงทุนอาเซียน กล่าวคือคนชาติของรัฐสมาชิกหรือนิติบุคคลของรัฐสมาชิก โดยทันทีสำหรับ 7 ประเทศสมาชิก ทั้งนี้ ความตกลง AIA มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2542 ซึ่งสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตที่มีการขอยกเว้นชั่วคราว ประเทศสมาชิกจะต้องยกเลิกภายในปี ค.ศ. 2003 มีการกำหนดมาตรการ เชื่อมโยง เส้นทางถนนหลวง 23 สาย สนามบินศุลกากร 36 แห่ง และท่าเรือ 46 แห่งทั่วภูมิภาค ให้อยู่ในระบบ โครงข่าย การขนส่งอาเซียน และจะมีการ อนุญาตและอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการขนส่งใน แต่ละประเทศสามารถดำเนิน การขนส่งสินค้าผ่านแดน (Goods in Transit) ทั่วอาเซียนภายในปลายปีนี้ โดยจะขยายไปถึงการขนส่ง ข้ามแดน (Inter-state Transport) และการขนส่งหลายรูปแบบ (Multi-modal Transport) ด้วย ในอนาคตอันใกล้นี้ มีการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร แก่บริษัทต่างๆ ในอาเซียนที่มีการ แลกเปลี่ยนวัตถุดิบ/ส่วนประกอบระหว่างกันเพื่อนำไปผลิตสินค้าสำเร็จรูป /กึ่ง สำเร็จรูปตามโครงการ ความร่วมมือทางอุตสาหกรรม (AICO) แล้ว 40 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นโครงการผลิต รถยนต์ของ บริษัทญี่ปุ่น

 

© 2010-2014 Ubisd.go.th All rights reserved.
Webmaster : webmaster@ubisd.go.th พัฒนาระบบโดย : www.thaiprogramer.com
สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 7 อุบลราชธานี เลขที่ 300 ถ.คลังอาวุธ ต.ขามใหญ่ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี 34000 โทรศัพท์ 0-4531-7242-6 โทรสาร 0-4531-7249